กล้วยน้ำว้า ถูก ดี มีประโยชน์ เหมาะกับทุกช่วงอายุ ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

กล้วย เป็นผลไม้ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลไม้ประจำชาติของไทยเราก็ว่าได้ เพราะมีให้ได้กินกันตลอดทั้งปี ราคาก็ถูก คุณภาพก็ดี แถมยังมีวิตามินซีสูงอีกต่างหาก กล้วยยังมีให้เลือกกินได้หลากหลาย เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหักมุก แต่ที่นิยมและใช้ประโยชน์มากที่สุดก็น่าจะเป็น กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน เริ่มตั้งแต่ใบ คือ ใบตอง ซึ่งใช้ได้ทั้งสดและแห้ง ถ้าเป็นใบสดก็นำมาห่อของเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างดี หรือนำมาห่ออาหารแล้วย่างก็จะให้กลิ่นหอมอย่างมีเสน่ห์ ถ้าแห้งก็นำมาทำกระทง มวนยาเส้น (คนในสมัยก่อนจะใช้ใบตองแห้งมาพับซ้อนกันแล้วรีดให้เรียบ แล้วตัดให้พอดีม้วนเป็นแท่งๆ เอาไว้ห่อกับยาสูบ หรือยาฉุน ยาเส้น) ก้านกล้วยเอามาทำม้าก้านกล้วย ของเล่นของเด็กไทย ส่วนลำต้นก็ใช้เป็นอาหารหมู ดอก คือหัวปลี ใช้ทำอาหาร ส่วนลูกคือ กล้วย กินได้ตั้งแต่ดิบๆ จนถึงสุกและสุกงอม และยังนำมาทำอาหารได้ทั้งคาว หวาน หลากหลายประเภท

กล้วยน้ำว้า เมื่อลูกยังดิบสีเขียวจัด ลูกยังไม่ใหญ่จะมีสารแทนนินซึ่งทำให้มีรสฝาด สารนี้จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ หรือช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ โดยนำกล้วยมาฝานบางๆ แล้วตากให้แห้ง บดชงเป็นชาดื่ม หรือจะนำมาทำอาหารก็ได้ เช่น น้ำพริก แกงกล้วยดิบกับหมู กับเนื้อปลาขูด แต่ก่อนจะนำกล้วยมาทำอาหารอะไรก็แล้วแต่ ต้องปอกเปลือกหั่นแช่น้ำเกลือก่อนแล้วจึงเอาไปต้มหรือลวก เพื่อไม่ฝาด หรือดำ เวลาเคี้ยวรสชาติจะมันๆ หนึบๆ อร่อยๆ

กล้วย อาหารเด็ก และนักกีฬา

กล้วย เมื่อสุกจะเหลืองอร่าม และยิ่งมีประโยชน์มากขึ้น เพราะกล้วยสุกเป็นแหล่งของโพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาท และยังช่วยควบคุมความดันโลหิต กล้วยไม่ว่าจะสดหรือตากแห้งจะมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้จะเข้าไปหมุนเวียนในกระแสเลือดได้เร็ว เพราะฉะนั้นนักกีฬาจำนวนมากจึงนิยมกินกล้วยก่อนการแข่งขันหรือแม้แต่ในระหว่างการแข่งขัน (ส่วนมากที่เห็นๆ เขาจะกินกล้วยหอม)

และ กล้วยน้ำว้า ยังเหมาะเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กทารก เพราะเนื้อมีลักษณะนิ่ม ง่ายต่อการกินของทารกที่ยังไม่มีฟันหรือที่ฟันเพิ่งเริ่มขึ้น นอกจากนี้ กล้วยยังมีคุณค่าของธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกด้วย เช่น มีกรดอะมิโน และเกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับเด็กทารกหลายชนิด อีกทั้งมีส่วนประกอบของโปรตีนที่ใกล้เคียงกับน้ำนมแม่อีกด้วย

ภูมิปัญญาของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ท่านจะเอากล้วยน้ำว้ามาบดกับข้าวให้เด็กทารกกินเป็นอาหารเสริม เพราะทำให้เด็กทารกมีสุขภาพแข็งแรง และเชื่อว่าทุกท่านตอนเด็กๆ ก็ต้องได้กินกล้วยน้ำว้าบดกันมาแล้วอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ กล้วยสุกยังช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยลดอาการเจ็บคอ ถ้ากินทุกวันจะช่วยลดกลิ่นปาก และช่วยให้ผิวพรรณสวยงามอีกด้วย ที่น่าสนใจและดีไปกว่านั้นอีกคือ กล้วยสุกนั้นกินได้เลย โดยไม่ต้องนำมาปรุงอะไรทั้งสิ้น เพียงปอกเปลือกก็กินได้ทันที จนมีสำนวนไทยเปรียบเปรยว่า ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

กล้วย เป็นพืชมหัศจรรย์

กล้วย เป็นอาหารที่อยู่คู่กับมนุษย์มานาน มีการพัฒนาและเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับต้นข้าวที่อยู่ท้องทุ่งท้องนา ผลกล้วยสามารถนำมากินได้ทั้งผลดิบและสุก หรืออาจจะนำมากินสดๆ ก็มีรสชาติที่อร่อย อีกทั้งยังให้พลังงานสูงอีกด้วย

ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน

ใบกล้วย (ใบตอง) ใช้ห่ออาหารหรือใช้เป็นภาชนะห่ออาหาร ตามภาคต่างๆ ของไทยเราส่วนมากจะนิยมนำใบตองมาห่ออาหารประเภทห่อหมก ห่อปิ้ง และห่อขนมหวานต่างๆ มีนำมาประดิษฐ์เป็นงานฝีมือ เช่น ทำกรวยดอกไม้ ทำกระทง ทำบายศรี เพื่อใช้ในการสู่ขวัญ เป็นต้น

กาบกล้วย ทำเป็นเชือกกล้วยที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียว เส้นใยจากกาบกล้วยสามารถใช้ทอเป็นผืนผ้า ใช้ทำกระดาษ และยังเป็นอาหารที่นำไปเลี้ยงหมูได้ ใช้ทำเป็นฐานกระทงเพื่อนำไปลอยในงานวันลอยกระทง เป็นต้น

กล้วยน้ำว้า ปลูกไว้ดูสวยงาม แถมอิ่มได้สบายท้องอีกด้วย

กล้วย นอกจากประโยชน์ในด้านต่างๆ แล้วยังมีคุณค่าด้านสมุนไพร เช่น กล้วยสุก เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเป็นยาระบายอย่างดีเพราะมีสารเพคตินอยู่สูง วิธีการกินกล้วยต้องเคี้ยวให้ละเอียดจึงจะทำให้ย่อยง่าย และท้องไม่อืด ส่วนกล้วยดิบ จะช่วยระงับอาการท้องร่วงได้อย่างดี เพราะมีสารแทนนิน

กาบกล้วยและลำต้น ส่วนที่อยู่ใต้ดิน มีสารเเทนนิน ช่วยเรื่องแผลไฟไหม้ รักษาผิวที่เกรียมไหม้ เนื่องจากแดดเผา ส่วนก้านกล้วย มีสารแทนนินใช้ห้ามเลือดได้

ส่วน ราก ยังนำมาคั้นกินแก้ปวดฟัน โรคขัดเบา ส่วนกาบกล้วยนำมาวางตามร่างกายจะช่วยลดไข้ได้ และรากกล้วยตีบ (กล้วยพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่พบขึ้นทั่วไปตามป่าธรรมชาติในทุกภาคของประเทศไทย เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี มีลักษณะค่อนไปในทางกล้วยตานี) นำมาต้มกินแก้ร้อนในได้

หัวปลีกล้วย มีธาตุเหล็กมากใช้รักษาโรคโลหิตจาง นำมาแกงกินบำรุงน้ำนมในแม่ลูกอ่อน ใช้เผาไฟแล้วคั้นน้ำดื่มแก้ปวดท้องโรคกระเพาะ แก้โรคเบาหวาน

เมนูกล้วยๆ

กล้วยนั้นสุกเร็วมาก ถ้าไม่กินสดหรือกินไม่ทัน เพราะกล้วยออกลูกเป็นเครือ ใน 1 เครือมีประมาณ 10 หวี ใน 1 หวีมีประมาณ 20 ลูก กล้วยนำมาทำอาหารได้สารพัด หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก เช่น กล้วยปิ้ง ขนมกล้วย กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยฉาบ กล้วยตาก กล้วยกวน กล้วยแขก กล้วยจี่ ข้าวเหนียวห่อกล้วย กล้วยอบ เค้กกล้วย (มีหลายแบบมาก) กล้วยทอด (ดูจะคล้ายๆ กับมันฝรั่งทอด) ถ้าสุกมากก็นำมาตากแดดเป็นกล้วยตาก หรือกล้วยกวน ปัจจุบัน ยังมีการทำเป็นซอสกล้วยใช้จิ้มอาหารต่างๆ หรือนำมาทำเป็นแป้งเพื่อใช้ทำอาหารหรือขนมต่างๆ ได้อีก

หากท่านมีกล้วยแล้วไม่รู้จะทำอะไรดี มีเมนูกล้วยๆ ที่น่าสนใจมาให้ลองทำดู

เมนูกล้วยๆ แกงเผ็ด หรือแกงกะทิลูกกล้วย

แกงเขียวหวานกล้วยดิบปลากราย

ส่วนผสม

– กล้วยน้ำว้า

– เนื้อปลากรายขูด (ลูกชิ้นปลากรายอย่างเกรดดีๆ หน่อยก็อร่อยเหมือนกัน)

– เครื่องแกงเขียวหวาน

– กะปิแกงอย่างดี

– น้ำกะทิ (แบ่งเป็น 2 ส่วน หัวและหาง)

– เกลือ

– น้ำปลา

– น้ำตาลปี๊บ

– กระชายหั่นฝอย (กระชายจะช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้ดีมากๆ)

– พริกชี้ฟ้าแดงซอย

– ใบมะกรูด

– ใบโหระพา (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  1. ตำเนื้อปลากรายผสมกับน้ำเกลือ ตำให้เหนียวพักไว้ (หากไม่สะดวกก็ใช้ลูกชิ้นปลากรายได้เลย)
  2. ตำเครื่องแกงเขียวหวานกับกะปิรวมกันพักไว้
  3. ปอกกล้วยน้ำว้าดิบหั่นเป็นแท่งๆ (ขนาดเท่ากับหน่อไม้ที่ใช้ทำแกงเผ็ดทั่วไป) แช่ในน้ำเกลือและมะขามเปียกเจือจาง และนำไปลวกพอน้ำเดือดแล้วยกลงพักไว้
  4. ตั้งหม้อใส่น้ำกะทิส่วนหาง ผสมเครื่องแกงเขียวหวานที่เตรียมไว้ คนจนส่วนผสมเข้ากันดี รอจนกระทั่งน้ำแกงเดือด ให้ใส่ลูกชิ้นปลากรายหรือปลากรายขูดปั้นเป็นก้อนๆ ขนาดตามต้องการ พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง จะเห็นลูกชิ้นปลาลอยขึ้นมา ใส่กล้วยที่เตรียมไว้ ตามด้วยกระชาย ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ (น้ำปลาไม่จำเป็นต้องใช้เพราะทำให้เหม็นคาว) เติมหัวกะทิลงไป ตามด้วยพริกชี้ฟ้าแดง ใบมะกรูด โหระพา ทีนี้ก็ชิมรสได้ตามต้องการ

หากเป็นสูตรภาคกลางจะนิยมผัดเครื่องแกงกับน้ำมันให้หอมก่อน แล้วค่อยใส่หางหรือหัวกะทิลงไปผัดด้วย จะได้น้ำแกงที่มีมันลอยหน้า แต่หากเป็นสูตรทางภาคใต้เขาจะเรียกว่า แกงน้ำทิสดๆ ซึ่งก็ตามสูตรข้างบน

ตามสูตรไม่ได้บอกสัดส่วนของส่วนผสม ก็ขอให้ประมาณว่าเครื่องแกงเขียวหวานสัก 2-3  ขีด ส่วนของเนื้อปลาสักครึ่งกิโลกรัม และน้ำกะทิ 1.5 กิโลกรัม

ถ้าใช้กะทิกล่องก็สัก 2 กล่อง เครื่องแกง 4 ช้อนโต๊ะ กล้วยน้ำว้าสัก 5-6 ลูก ลูกชิ้นปลาหรือปลาขูดที่ปั้นเป็นก้อนและลวกน้ำร้อนไว้แล้วก็ได้ ลองประมาณดู เพราะหากใช้ไม่หมดยังไงเราก็สามารถนำไปทำเมนูอื่นๆ ได้อีกหลายๆ เมนู

แกงกะทิไก่บ้านใส่หยวกกล้วย
แกงส้มหยวกกล้วยกับกระดูกหมู หรือหมูสามชั้น
แกงพื้นบ้านของคนใต้ กินแกล้มกับสะตอสดๆ หรอยจังฮู้

ขอบคุณข้อมูลจาก  เส้นทางเศรษฐีออนไลน์  ผู้เขียน เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*